top of page
Search

EQ มีกี่ประเภท และใช้งานต่างกันอย่างไร

EQ หรือ Equalizer - คือหนึ่งในเครื่องมือที่คนทำเพลงหนีไม่พ้น ไม่ว่าจะมิกซ์เสียง แต่งเพลง หรืออัดเสียงร้อง เพราะทุกเสียงในเพลงแย่งพื้นที่กันในย่านความถี่


หน้าที่ของ EQ คือการจัดสมดุลให้แต่ละเสียงอยู่ร่วมกันอย่างลงตัว ฟังชัด ใส สะอาด และบาลานซ์ ซึ่ง EQ มีด้วยกันทั้งหมดถึง 5 ประเภท มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง แต่ละชนิดต่างกันยังไง และใช้เมื่อไหร่



ree

1. Parametric EQ 


คือ EQ ที่ “กำหนดได้ทุกพารามิเตอร์” เพื่อให้สามารถปรับเสียงได้อย่างแม่นยำและยืดหยุ่นที่สุดในทุกสถานการณ์ ซึ่งคนทำเพลงใช้บ่อยที่สุดในงานมิกซ์และมาสเตอร์ เพราะมันให้ความอิสระในการ “จูนความถี่” ได้โดยไม่มีคลาดเคลื่อน


จุดเด่นของ Parametric EQ: ในแต่ละแถบ (band) สามารถปรับได้ 3 ค่าใหญ่ ๆ คือ


1. Frequency (ความถี่) - เลือกว่าจะปรับที่ย่านไหน เช่น 200 Hz, 2 kHz, 10 kHz


2. Gain (ระดับเสียง) - เพิ่มหรือลดความดังของย่านนั้นได้ (+/- dB)


3. Q (Bandwidth) - ควบคุม “ความกว้าง” ของย่านที่ปรับ

  • Q แคบ = เน้นจุดเดียว เจาะจง แก้ปัญหาความถี่กวน

  • Q กว้าง = ปรับแบบโทนรวม ๆ ให้เสียงนุ่มหรือสว่างขึ้น


ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ตัดเสียงอู้ (muddy) ที่ประมาณ 200 Hz โดยใช้ Q แคบ

  • ลดเสียงบาดหู (harsh) ที่ 3-5 kHz

  • เพิ่มความใส (air) ที่ 10 kHz ขึ้นไป


ตัวอย่าง Plugin: iZotope Neutron 5 EQ, Brainworx AMEK EQ 200, Native Instruments SOLID EQ



ree

2. Graphic EQ 


คือ EQ ที่ใช้ในการปรับแต่งเสียง โดยมีลักษณะเป็นแถบสไลด์หลาย ๆ แถบ (หรือ fader) ซึ่งแต่ละแถบจะควบคุมระดับของย่านความถี่ (frequency band) ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น 31 Hz, 63 Hz, 125 Hz, 250 Hz, ไปจนถึง 16 kHz เป็นต้น


จุดเด่นของ Graphic EQ:

  • แต่ละแถบจะแสดง “กราฟ” ของการปรับเสียง - เมื่อเลื่อนขึ้นจะ “เพิ่ม” (boost) ความถี่นั้น ๆ และเมื่อเลื่อนลงจะ “ลด” (cut) ความถี่นั้น ๆ

  • ยิ่งมีจำนวนแถบมากเท่าไหร่ (เช่น 31-band EQ) ก็ยิ่งปรับเสียงได้ละเอียดมากขึ้น

  • ค่าความถี่ถูก “กำหนดตายตัว” ไม่สามารถเปลี่ยนย่านหรือ Q ได้เหมือนกับ Parametric EQ

  • นิยมใช้ในงาน Live Sound และระบบ PA เพื่อปรับเสียงของห้องหรือเวทีให้สมดุล

  • ใช้ใน Home studio หรือเครื่องเสียงทั่วไป เพื่อปรับโทนเสียงโดยรวม เช่น เพิ่มเบส ลดแหลม


ตัวอย่าง Plugin: Brainworx SPL EQ Ranger Plus




ree

3. Shelving EQ 


คือ EQ ที่ใช้ปรับย่านความถี่สูงและย่านความถี่ต่ำทั้งหมดพร้อมกัน โดยลักษณะการปรับจะเป็นเหมือน “ชั้นวาง (shelf)”


ลักษณะการทำงาน:

  • Low Shelf – ปรับความถี่ต่ำทั้งหมด (เช่น 20–200 Hz) ขึ้นหรือลง

  • High Shelf – ปรับความถี่สูงทั้งหมด (เช่น 5–20 kHz) ขึ้นหรือลง

  • การปรับจะไม่กระทบความถี่กลางมากนัก (ขึ้นอยู่กับความชันของ shelf)


จุดเด่นของ Shelving EQ: เหมาะสำหรับปรับโทนเสียงโดยรวม เช่น

  • เพิ่มเบสให้แน่นขึ้น (low shelf boost)

  • ลดความแหลมที่จัดเกินไป (high shelf cut)


ตัวอย่าง Plugin: Brainworx Dangerous BAX EQ



ree

4. High-pass Filter (HPF) และ Low-pass Filter (LPF) 


เป็นฟิลเตอร์พื้นฐานสำหรับงานเสียง ใช้กรองความถี่บางช่วงออก แทนที่จะปรับเพิ่มหรือลดเหมือน EQ ปกติ


4.1. High-pass Filter (HPF)

  • การทำงาน: ให้ความถี่สูงกว่าค่าที่ตั้งไว้ผ่านไป และตัดความถี่ต่ำออก

  • ตัวอย่าง: HPF 100 Hz → ความถี่ต่ำกว่า 100 Hz จะถูกลดลงหรือหายไป เหลือแค่ 100 Hz ขึ้นไป

  • การใช้งาน:

    • ตัดเสียงเบสหรือเสียงฮัมที่ไม่ต้องการ

    • ใช้กับกีตาร์ กลอง หรือเสียงร้อง เพื่อเคลียร์ความถี่ต่ำ


4.2. Low-pass Filter (LPF)

  • การทำงาน: ให้ความถี่ต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ผ่านไป และตัดความถี่สูงออก

  • ตัวอย่าง: LPF 10 kHz → ความถี่สูงกว่า 10 kHz จะถูกลดลง เหลือแค่ 10 kHz ลงไป

  • การใช้งาน:

    • ตัดเสียงแหลมจัดหรือสัญญาณรบกวนสูง

    • ใช้ทำเอฟเฟกต์เสียง “อบอุ่น” หรือ “หม่น”


ตัวอย่าง Plugin: เป็นฟังก์ชันที่อยู่ใน Parametric EQ ทั่วไป หรือ Brainworx bx_cleansweep Pro



ree

5. Dynamic EQ


คือเครื่องมือที่รวมเอา Equalizer (EQ) และ Compressor ไว้ด้วยกัน โดยจะตอบสนองอัตโนมัติ เมื่อความดังของสัญญาณในย่านความถี่นั้น ๆ เกินค่าที่ตั้งไว้ (Threshold) เหมาะในการลดเสียงแหลมที่บาดหู เป็นต้น


จุดเด่นของ Dynamic EQ: ใช้เมื่อต้องการให้ EQ ทำงานเฉพาะตอนที่สัญญาณ “เกิน” threshold - เหมาะกับ sibilance, harshness, หรือ low rumble ที่เกิดเป็นช่วง ๆ


ตัวอย่าง Plugin: iZotope Neutron 5 EQ, iZotope Nectar 4 EQ


ย่านความถี่สำคัญ & ฟังก์ชันสำหรับเครื่องดนตรี (Cheat sheet)


ดูตารางนี้เพื่อในเป็นแนวทางในการเริ่มต้น


ย่าน (Hz)

ลักษณะเสียง

คำแนะนำการใช้งาน

20-60

Sub-bass

พลังต่ำสุดของเบส - ระวังชนกันระหว่าง kick & sub

60-100

Low fundamental ของ kick/bass

เนื้อเสียงของ kick ให้อยู่ที่ประมาณ 60-90 Hz บูสต์ย่านนี้จะทำให้ kick ชัดขึ้นและมีพลัง

100-250

Body/Warmth

ย่านนี้จะเพิ่มความอุ่นให้เบสและกีตาร์

250-500

Boxiness/Lower mid

ถ้าหนาหรือขุ่นมาก ให้คัท 2-4 dB, ค่า Q กว้าง

500-2k

Presence/Clarity

ย่านนี้คือเนื้อเสียงร้อง และเสียงกลางที่ชัดของกีตาร์

2k-5k

Attack/Definition

เพิ่ม attack ของ snare, pick ของกีตาร์, ความชัดของคำร้อง

5k–10k

Air / Sparkle

เพิ่มความใสของคำร้อง&ฉาบ 

10k–20k

Air / sheen

ระวังความใสแหลมที่เกินไป; เพิ่มเล็กน้อยเพื่อย่าน Air เสียง


ทั้งหมดนี้คือ EQ - เครื่องมือปรับความถี่เสียง ให้มิกซ์ชัดเจนและบาลานซ์ ช่วยให้แต่ละเครื่องดนตรีมี “พื้นที่” ของตัวเอง 


เริ่มจาก ตัดปัญหาก่อนบูสต์ - ปรับโทนให้ฟังสบาย - และฟังในบริบทของมิกซ์เสมอ


เพียงเท่านี้ มิกซ์ของคุณก็จะสะอาด ชัดเจน และมีมิติทันที!


 
 
 

Comments


YEAHSIAM. The home of Native Instruments & iZotope in Thailand.
bottom of page