EQ มีกี่ประเภท และใช้งานต่างกันอย่างไร
- hello672174
- Oct 29
- 2 min read
EQ หรือ Equalizer - คือหนึ่งในเครื่องมือที่คนทำเพลงหนีไม่พ้น ไม่ว่าจะมิกซ์เสียง แต่งเพลง หรืออัดเสียงร้อง เพราะทุกเสียงในเพลงแย่งพื้นที่กันในย่านความถี่
หน้าที่ของ EQ คือการจัดสมดุลให้แต่ละเสียงอยู่ร่วมกันอย่างลงตัว ฟังชัด ใส สะอาด และบาลานซ์ ซึ่ง EQ มีด้วยกันทั้งหมดถึง 5 ประเภท มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง แต่ละชนิดต่างกันยังไง และใช้เมื่อไหร่

1. Parametric EQ
คือ EQ ที่ “กำหนดได้ทุกพารามิเตอร์” เพื่อให้สามารถปรับเสียงได้อย่างแม่นยำและยืดหยุ่นที่สุดในทุกสถานการณ์ ซึ่งคนทำเพลงใช้บ่อยที่สุดในงานมิกซ์และมาสเตอร์ เพราะมันให้ความอิสระในการ “จูนความถี่” ได้โดยไม่มีคลาดเคลื่อน
จุดเด่นของ Parametric EQ: ในแต่ละแถบ (band) สามารถปรับได้ 3 ค่าใหญ่ ๆ คือ
1. Frequency (ความถี่) - เลือกว่าจะปรับที่ย่านไหน เช่น 200 Hz, 2 kHz, 10 kHz
2. Gain (ระดับเสียง) - เพิ่มหรือลดความดังของย่านนั้นได้ (+/- dB)
3. Q (Bandwidth) - ควบคุม “ความกว้าง” ของย่านที่ปรับ
Q แคบ = เน้นจุดเดียว เจาะจง แก้ปัญหาความถี่กวน
Q กว้าง = ปรับแบบโทนรวม ๆ ให้เสียงนุ่มหรือสว่างขึ้น
ตัวอย่างการใช้งาน:
ตัดเสียงอู้ (muddy) ที่ประมาณ 200 Hz โดยใช้ Q แคบ
ลดเสียงบาดหู (harsh) ที่ 3-5 kHz
เพิ่มความใส (air) ที่ 10 kHz ขึ้นไป
ตัวอย่าง Plugin: iZotope Neutron 5 EQ, Brainworx AMEK EQ 200, Native Instruments SOLID EQ

2. Graphic EQ
คือ EQ ที่ใช้ในการปรับแต่งเสียง โดยมีลักษณะเป็นแถบสไลด์หลาย ๆ แถบ (หรือ fader) ซึ่งแต่ละแถบจะควบคุมระดับของย่านความถี่ (frequency band) ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น 31 Hz, 63 Hz, 125 Hz, 250 Hz, ไปจนถึง 16 kHz เป็นต้น
จุดเด่นของ Graphic EQ:
แต่ละแถบจะแสดง “กราฟ” ของการปรับเสียง - เมื่อเลื่อนขึ้นจะ “เพิ่ม” (boost) ความถี่นั้น ๆ และเมื่อเลื่อนลงจะ “ลด” (cut) ความถี่นั้น ๆ
ยิ่งมีจำนวนแถบมากเท่าไหร่ (เช่น 31-band EQ) ก็ยิ่งปรับเสียงได้ละเอียดมากขึ้น
ค่าความถี่ถูก “กำหนดตายตัว” ไม่สามารถเปลี่ยนย่านหรือ Q ได้เหมือนกับ Parametric EQ
นิยมใช้ในงาน Live Sound และระบบ PA เพื่อปรับเสียงของห้องหรือเวทีให้สมดุล
ใช้ใน Home studio หรือเครื่องเสียงทั่วไป เพื่อปรับโทนเสียงโดยรวม เช่น เพิ่มเบส ลดแหลม
ตัวอย่าง Plugin: Brainworx SPL EQ Ranger Plus

3. Shelving EQ
คือ EQ ที่ใช้ปรับย่านความถี่สูงและย่านความถี่ต่ำทั้งหมดพร้อมกัน โดยลักษณะการปรับจะเป็นเหมือน “ชั้นวาง (shelf)”
ลักษณะการทำงาน:
Low Shelf – ปรับความถี่ต่ำทั้งหมด (เช่น 20–200 Hz) ขึ้นหรือลง
High Shelf – ปรับความถี่สูงทั้งหมด (เช่น 5–20 kHz) ขึ้นหรือลง
การปรับจะไม่กระทบความถี่กลางมากนัก (ขึ้นอยู่กับความชันของ shelf)
จุดเด่นของ Shelving EQ: เหมาะสำหรับปรับโทนเสียงโดยรวม เช่น
เพิ่มเบสให้แน่นขึ้น (low shelf boost)
ลดความแหลมที่จัดเกินไป (high shelf cut)
ตัวอย่าง Plugin: Brainworx Dangerous BAX EQ

4. High-pass Filter (HPF) และ Low-pass Filter (LPF)
เป็นฟิลเตอร์พื้นฐานสำหรับงานเสียง ใช้กรองความถี่บางช่วงออก แทนที่จะปรับเพิ่มหรือลดเหมือน EQ ปกติ
4.1. High-pass Filter (HPF)
การทำงาน: ให้ความถี่สูงกว่าค่าที่ตั้งไว้ผ่านไป และตัดความถี่ต่ำออก
ตัวอย่าง: HPF 100 Hz → ความถี่ต่ำกว่า 100 Hz จะถูกลดลงหรือหายไป เหลือแค่ 100 Hz ขึ้นไป
การใช้งาน:
ตัดเสียงเบสหรือเสียงฮัมที่ไม่ต้องการ
ใช้กับกีตาร์ กลอง หรือเสียงร้อง เพื่อเคลียร์ความถี่ต่ำ
4.2. Low-pass Filter (LPF)
การทำงาน: ให้ความถี่ต่ำกว่าค่าที่ตั้งไว้ผ่านไป และตัดความถี่สูงออก
ตัวอย่าง: LPF 10 kHz → ความถี่สูงกว่า 10 kHz จะถูกลดลง เหลือแค่ 10 kHz ลงไป
การใช้งาน:
ตัดเสียงแหลมจัดหรือสัญญาณรบกวนสูง
ใช้ทำเอฟเฟกต์เสียง “อบอุ่น” หรือ “หม่น”
ตัวอย่าง Plugin: เป็นฟังก์ชันที่อยู่ใน Parametric EQ ทั่วไป หรือ Brainworx bx_cleansweep Pro

5. Dynamic EQ
คือเครื่องมือที่รวมเอา Equalizer (EQ) และ Compressor ไว้ด้วยกัน โดยจะตอบสนองอัตโนมัติ เมื่อความดังของสัญญาณในย่านความถี่นั้น ๆ เกินค่าที่ตั้งไว้ (Threshold) เหมาะในการลดเสียงแหลมที่บาดหู เป็นต้น
จุดเด่นของ Dynamic EQ: ใช้เมื่อต้องการให้ EQ ทำงานเฉพาะตอนที่สัญญาณ “เกิน” threshold - เหมาะกับ sibilance, harshness, หรือ low rumble ที่เกิดเป็นช่วง ๆ
ตัวอย่าง Plugin: iZotope Neutron 5 EQ, iZotope Nectar 4 EQ
ย่านความถี่สำคัญ & ฟังก์ชันสำหรับเครื่องดนตรี (Cheat sheet)
ดูตารางนี้เพื่อในเป็นแนวทางในการเริ่มต้น
ย่าน (Hz) | ลักษณะเสียง | คำแนะนำการใช้งาน |
20-60 | Sub-bass | พลังต่ำสุดของเบส - ระวังชนกันระหว่าง kick & sub |
60-100 | Low fundamental ของ kick/bass | เนื้อเสียงของ kick ให้อยู่ที่ประมาณ 60-90 Hz บูสต์ย่านนี้จะทำให้ kick ชัดขึ้นและมีพลัง |
100-250 | Body/Warmth | ย่านนี้จะเพิ่มความอุ่นให้เบสและกีตาร์ |
250-500 | Boxiness/Lower mid | ถ้าหนาหรือขุ่นมาก ให้คัท 2-4 dB, ค่า Q กว้าง |
500-2k | Presence/Clarity | ย่านนี้คือเนื้อเสียงร้อง และเสียงกลางที่ชัดของกีตาร์ |
2k-5k | Attack/Definition | เพิ่ม attack ของ snare, pick ของกีตาร์, ความชัดของคำร้อง |
5k–10k | Air / Sparkle | เพิ่มความใสของคำร้อง&ฉาบ |
10k–20k | Air / sheen | ระวังความใสแหลมที่เกินไป; เพิ่มเล็กน้อยเพื่อย่าน Air เสียง |
ทั้งหมดนี้คือ EQ - เครื่องมือปรับความถี่เสียง ให้มิกซ์ชัดเจนและบาลานซ์ ช่วยให้แต่ละเครื่องดนตรีมี “พื้นที่” ของตัวเอง
เริ่มจาก ตัดปัญหาก่อนบูสต์ - ปรับโทนให้ฟังสบาย - และฟังในบริบทของมิกซ์เสมอ
เพียงเท่านี้ มิกซ์ของคุณก็จะสะอาด ชัดเจน และมีมิติทันที!


Comments